ประโยขน์และโทษของทุเรียน

ทุเรียน
ทุเรียน ชื่อสามัญ Durian (มาจากคำว่า duri ในภาษามาเลย์ซึ่งแปลว่า “หนาม”)
ทุเรียน ชื่อวิทยาศาสตร์ Durio zibethinus L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Durio acuminatissimus Merr., Durio stercoraceus Noronha) จัดอยู่ในวงศ์ชบา (MALVACEAE)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ทุเรียน

หากเอ่ยถึงทุเรียน คงมีหลายคนที่ร้องว้าว และร้องอี๋ เพราะหากคนที่ชอบและหลงไหนในทุเรียน คงจะฟินมาก ในเฉพาะในฤดูกาลนี้ เพราะเป็นฤดูกาลของทุเรียนที่ช่างหอมเย้ายวนมาก จนเตะเข้าจมูกประเทศใหญ่ๆอย่างจีนเข้าจังๆ เพราะประเทศไทยส่งออกทุเรียนให้กับประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด ทุเรียนมีกลิ่นที่หอม และมีรสชาติที่หวาน มัน เนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม
แต่หากรับประทานเข้าไปเยอะ หลายคนคงได้ยินคำเตือนมาว่าการรับประทานทุเรียนมีผลเสียหลายอย่าง ที่สำคัญที่สุดคือราคาที่แพงมาก และหนึ่งในนั้นที่ทำให้สาวๆกังวลคือ อ้วน!!
แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบทุเรียน เพียงเอิ่ยชื่อออกมาก็คงขนลุกไปตามๆกัน เพราะทุเรียนเป็นผลไม่ที่กลิ่นแรงมาก ถึงมากที่สุด ถึงขนาดที่ใส่ถุงหลายๆชั้นมัดเอาไว้ ยังไม่วายที่จะมีกลิ่นลอยออกมาอยู่ดี และรับรองว่าคนที่ไม่ชอบทุเรียนเอามากๆคงจะกะอักกะอ่วนและอยากให้หมดฤดูกาลทุเรียนไปไวๆแน่นอน

              ทุเรียนเป็นผลไม้ที่อยู่วงศ์ฝ้าย ในสกุลทุเรียน (แต่นักอนุกรมวิธานบางท่านจัดให้ทุเรียนอยู่ในวงศ์ทุเรียน) ทุเรียนจัดว่าเป็นราชาผลไม้ไทย โดยเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน โดยลักษณะของผลทุเรียนจะมีขนาดใหญ่ ผลรีถึงกลม และมีเปลือก( สีเขียวถึงสีน้ำตาล) ที่ปกคลุมไปด้วยหนามแข็ง ผลทุเรียนอาจมีเส้นผ่านศูนย์กลางของผลยาวถึง 15 ซม. น้ำหนักโดยทั่วไปประมาณ 1-3 กิโลกรัม และมีเนื้อที่นำมารับประทานเป็นสีเหลืองซีดจนถึงสีแดง ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์

สรรพคุณของทุเรียนมีเยอะมากและแต่ละส่วนของทุเรียนให้สรรพคุณที่แตกต่างกันออกไป เช่น

– ช่วยทำให้ฝีแห้ง (เนื้อทุเรียน)
– ช่วยแก้โรคผิวหนัง (เนื้อทุเรียน)
– สารสกัดจากใบและรากทุเรียนใช้เป็นยาแก้ไข้ได้ ด้วยการใช้น้ำจากใบวางบนศีรษะของผู้ป่วยจะช่วยลดไข้ได้ (ราก, ใบ)
ทุเรียนมีสรรพคุณช่วยแก้อาการท้องร่วง (ราก)
– ช่วยขับพยาธิ (ใบ, เนื้อทุเรียน)
ทุเรียนมีสรรพคุณทางยาช่วยแก้ดีซ่าน (ใบ)
– ช่วยทำให้หนองแห้ง (ใบ)
– ช่วยแก้ตานซาง (เปลือก)
– ช่วยรักษาโรคคางทูม (เปลือก)
– ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย (เปลือก)
– ช่วยแก้ฝี (เปลือก)
– ช่วยรักษาแผลพุพอง (เปลือก)
– ใช้สมานแผล (เปลือก)
– เปลือกทุเรียนใช้ไล่ยุงและแมลง (เปลือก)

ประโยชน์ของทุเรียน

                ทุเรียนพันธุ์หมอนทองสามารถช่วยลดระดับไขมันหรือคอเลสเตอรอลได้ เพราะทุเรียนสายพันธุ์นี้มีสารโพลีฟีนอล (Pholyphenols) และมีเส้นใยที่ช่วยลดไขมันได้ แต่ว่าต้องรับประทานแค่ 1 พูต่อวัน โดยผลงานวิจัยของ(นพ.กฤษดา ศิรามพุช)
เนื่องจากทุเรียนมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (โดยเฉพาะพันธุ์หมอนทอง) การบริโภคทุเรียนในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันการเกิดโรคในมนุษย์ได้ เช่น โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง เป็นต้น
แม้ทุเรียนจะมีไขมันมากก็ตาม แต่ก็เป็นไขมันชนิดดีที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย
เส้นใยของทุเรียนมีส่วนช่วยในการขับถ่ายให้สะดวกยิ่งขึ้น

ด้านรสชาติและการนำมาทำอาหารหรือของหวาน
ผลทุเรียนไม่ว่าจะสุกหรือดิบสามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลายมาก เช่น เนื้อทุเรียนที่สุกจัด สามารถนำมาทำทุเรียนกวนได้ ซึ่งเป็นการถนอมอาหารอีกประเภทหนึ่งสามารถนำมาเก็บไว้รับประทานได้อีกนาน ถึงแม้จะหมดหน้าทุเรียนไปแล้วก็ตาม และขนมหวานอื่นๆเช่น ท็อฟฟี่, ทุเรียนสอดไส้, ไอติมทุเรียน, ทองม้วนทุเรียน, ซอส หรือแยมทุเรียน หรือแม้แต่นำมาทำอาหารคาวก็ได้ด้วยเช่นกัน
ผลดิบ สามารถนำมาฝานบางๆแล้วนำมาทอดได้ ให้รสชาติที่ หวานมัน และกรอบอร่อย เก็บไว้รับประทานได้นาน ซึ่งการแปรรูปด้วยการทอดหรืออบนี้ราคาค่อนข้างแพงมาก เพราะกว่าจะได้ทุเรียนทอดแต่ละชิ้น ต้องใช้เนื้อทุเรียนจำนวนมาก นิยมซื้อเป็นของฝากมาก และกลิ่นไม่แรง หรือแทบจะไม่มีกลิ่นทุเรียนเลยก็ว่าได้

เมล็ด เมล็ดทุเรียนสามารถนำมาทำให้สุกโดยการ ต้ม นึ่ง หรือทอด ให้สุก ซึ่งรับรองได้ว่าอร่อยมาก จะมีลักษณะนุ่ม เหมือนเผือก เหนียว มันและมีรสชาติติดหวานนิดๆ

ใบ ใบอ่อนหรือหน่อของทุเรียนสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่างเหมือนๆกับผักใบเขียวอื่นๆ ขึ้นอยู่กับการปรุงและเมนูต่างๆ ซึ่งก็อร่อยไปอีกแบบสำหรับคนที่ชอบ

เปลือก เปลือกทุเรียนที่แกะแล้วสามารถนำมาใช้เพื่อรมควันปลา หรือทำปุ๋ยหมักได้

เปลือก สามารถนำมาทำกระดาษได้ ซึ่งเปลือกทุเรียนมีเส้นใยที่เหนียว นุ่ม เหมาะมากที่จะนำมาทำเป็นกระดาษ ดียิ่งกว่ากระดาษสาเสียอีก

ดอก ในประเทศอินโดนีเซียมีการนำดอกทุเรียนมารับประทาน
สำหรับความเชื่อในบ้านเรานั้น การปลูกต้นทุเรียนไว้ในบริเวณบ้าน (ปลูกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ) เชื่อว่าผู้อยู่อาศัยจะเป็นผู้มีความรู้ แก่วิชาการเรียน หรือเป็นผู้รู้มาก เพราะคำว่าทุเรียนมีเสียงพ้องกับเกี่ยวกับการเรียนนั่นเอง

คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อทุเรียนต่อ 100 กรัม
สรรพคุณของทุเรียนพลังงาน 174 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 27.09 กรัม
เส้นใย 3.8 กรัม
ไขมัน 5.33 กรัม
โปรตีน 1.47 กรัม
วิตามินเอ 44 หน่วยสากล
วิตามินบี 1 0.374 มิลลิกรัม 33%
วิตามินบี 2 0.2 มิลลิกรัม 17%
วิตามินบี 3 1.74 มิลลิกรัม 7%
วิตามินบี 5 0.23 มิลลิกรัม 5%
วิตามินบี 6 0.316 มิลลิกรัม 24%
วิตามินบี 9 36 ไมโครกรัม 9%
ประโยชน์ทุเรียน วิตามินซี 19.7 มิลลิกรัม 24%
ธาตุแคลเซียม 6 มิลลิกรัม 1%
ธาตุเหล็ก 0.43 มิลลิกรัม 3%
ธาตุแมกนีเซียม 30 มิลลิกรัม 8%
ธาตุแมงกานีส 0.325 มิลลิกรัม 15%
ธาตุฟอสฟอรัส 39 มิลลิกรัม 6%
ธาตุโพแทสเซียม 436 มิลลิกรัม 9%
ธาตุโซเดียม 2 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.28 มิลลิกรัม 3%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

โทษของทุเรียน :

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงมากและไขมันที่เยอะมากๆและยังมีกรดกำมะถัน ทุเรียนจึงไม่เหมาะเป็นอย่างมากกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากผู้ป่วยโรคเบาหวานรับประทานเข้าไปจะทำให้ระดับน้ำตาลขึ้นสูงก่อให้เกิดเป็นอันตรายกับผู้ป่วยได้ และยังทำให้เกิดอาการร้อนในได้อีกด้วย สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีโรคประจำตัว ควรรับประทานแต่น้อยเพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียดังกล่าว

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 

สมัครufbaet  ufabetสมัคร  https://www.ufa24hrs.com/

/